วันที่/เวลา 31 มี.ค. 2568 17:05:00

หัวข้อข่าว

ความเห็นของคณะกรรมการบริษัทเกี่ยวกับการชี้แจงข้อมูลในงบการเงินประจำปี 2567

หลักทรัพย์ TPL
แหล่งข่าว TPL
ตลาดหลักทรัพย์ฯ ขอให้ชี้แจงข่าวหรือข้อมูล เรื่อง : ความเห็นของคณะกรรมการบริษัทเกี่ยวกับการชี้แจงข้อมูลในงบการเงินประจำปี 2567 รายละเอียด : อ้างถึง 1. หนังสือของบริษัท ไทยพาร์เซิล จำกัด (มหาชน) เลขที่ TPL 006/2568 ลงวันที่ 24 มีนาคม 2568 ตามที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ("ตลาดหลักทรัพย์ฯ") ได้มีหนังสือเลขที่ บจ. 30/2568 ลงวันที่ 17 มีนาคม 2568 ถึงบริษัท ไทยพาร์เซิล จำกัด (มหาชน) ("บริษัทฯ") เกี่ยวกับกรณีที่บริษัทฯ ได้นำส่งงบการเงินประจำปี 2567 มายัง ตลาดหลักทรัพย์ฯ โดยผู้สอบบัญชีมีข้อสังเกตกรณีบริษัทฯ ทําหนังสือแจ้งความประสงค์ไม่ซื้อที่ดินที่จะนํามาสร้างศูนย์กระจายสินค้า ขณะที่ทําสัญญาเพื่อเข้าศึกษาความเป็นไปได้ในการลงทุนได้วางเงินมัดจํา 80 ล้านบาท (ร้อยละ 30 ของราคาซื้อที่ดิน) ปัจจุบันบริษัทฯ ไม่สามารถขึ้นเงินจากเช็คที่ได้รับคืนจากผู้ขายได้ รวมทั้งบริษัทฯ มีการลงทุนในบริษัท วอลตัน อิเล็กทรอนิกส์ เทคโนโลยี (ไทยแลนด์) จํากัด ("บจก.วอลตันฯ") ทั้งนี้ การทําธุรกรรมข้างต้นใช้เงินจากการระดมทุนจากประชาชน (IPO) รวม 125 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 31 ของเงิน IPO ซึ่งเป็นจํานวนที่มีนัยสําคัญและอาจมีผลกระทบต่อแผนขยายธุรกิจหรือผลการดําเนินงานของบริษัทฯ ด้วยเหตุนี้ เพื่อให้ผู้ลงทุนได้รับทราบข้อมูลสำคัญเพียงพอเพื่อประกอบการตัดสินใจลงทุนในหลักทรัพย์ของบริษัทฯ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ขอให้บริษัทฯ ชี้แจงข้อมูลและเผยแพร่ผ่านระบบตลาดหลักทรัพย์ฯ ภายในวันที่ 24 มีนาคม 2568 และกรณีความเห็นของคณะกรรมการบริษัท ขอให้บริษัทฯ ชี้แจงภายในวันที่ 31 มีนาคม 2568 ดังต่อไปนี้ 1. ความคืบหน้าเเละแผนการลงทุนในธุรกิจศูนย์กระจายสินค้า เหตุผลในการยกเลิกการซื้อที่ดิน ความคืบหน้าในการติดตามเงินมัดจำและการดำเนินการกับหลักประกัน กรอบเวลาในการดำเนินการแล้วเสร็จ รวมทั้งรายละเอียด ที่ตั้งที่ดินและความสัมพันธ์ของผู้ขายที่ดินกับกลุ่มบริษัท (เช่น ผู้ถือหุ้น กรรมการ และผู้บริหาร) 2. ความคืบหน้าและแผนการลงทุนในธุรกิจใหม่ ซึ่งปัจจุบันบริษัทฯ ลงทุนในบจก.วอลตันฯ (เช่น การก่อสร้างโรงงาน การมีรายได้เชิงพาณิชย์ และผลตอบแทนที่คาดว่าจะได้รับ) 3. ความเห็นของคณะกรรมการบริษัทเกี่ยวกับ (1) ความสมเหตุสมผลของการจ่ายเงินมัดจำทั้งในด้านของอัตราและเงื่อนไขในการวางหลักประกัน รวมถึงการพิจารณาความสามารถในการดำเนินการตามสัญญาของผู้ขาย ณ วันที่อนุมัติเข้าทำรายการ (2) ผลกระทบต่อแผนการใช้เงิน IPO ในอนาคต การขยายธุรกิจ และความคืบหน้า การลงทุนธุรกิจใหม่เพิ่มเติม (3) มาตรการดูแลการใช้เงิน IPO เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหาย สืบเนื่องจากประเด็นทั้งสามหัวข้อข้างต้น บริษัทฯ ขอเรียนว่า บริษัทฯได้ชี้แจงและเผยแพร่ข้อมูลในหัวข้อ 1. และ 2. ผ่านระบบตลาดหลักทรัพย์ฯ ไปแล้วเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2568 รายละเอียดปรากฏตามหนังสือฉบับที่อ้างถึง ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้เรียกประชุมคณะกรรมการบริษัท ในวันที่ 31 มีนาคม 2568 เพื่อพิจารณาข้อเท็จจริงต่าง ๆ เกี่ยวกับประเด็นที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ สอบถามความเห็นของคณะกรรมการบริษัท และขอชี้แจงข้อมูลในประเด็นหัวข้อ 3. ตามมติของคณะกรรมการบริษัท ดังนี้ (1) ความสมเหตุสมผลของการจ่ายเงินมัดจำทั้งในด้านของอัตราและเงื่อนไขในการวางหลักประกัน รวมถึง การพิจารณาความสามารถในการดำเนินการตามสัญญาของผู้ขาย ณ วันที่อนุมัติเข้าทำรายการ คณะกรรมการบริษัทขอเรียนว่า เมื่อบริษัทฯ เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ บริษัทฯ มีเจตนาในการนำเงินส่วนหนึ่งที่ได้จากการ IPO ไปใช้เพื่อการลงทุนหรือขยายธุรกิจ ซึ่งรวมถึง "การซื้อที่ดินและก่อสร้างศูนย์กระจายสินค้า และ/หรือจุดให้บริการ" โดยในเวลาต่อมาบริษัทฯ ได้มีการเปลี่ยนแปลงวัตถุประสงค์ในการใช้เงินดังกล่าวเป็น "การซื้อที่ดินและก่อสร้างศูนย์กระจายสินค้า และ/หรือจุดให้บริการ และ/หรือโรงงาน หรือสิ่งปลูกสร้างอื่นใดที่เกี่ยวข้องกับหรือเพื่อนำไปลงทุนในธุรกิจใหม่" ตามมติที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 1/2567 อย่างไรก็ดี เมื่อพิจารณาถึงการที่บริษัทฯ มีศูนย์คัดแยกและกระจายสินค้าหลักเพียง 1 แห่งซึ่งตั้งอยู่ที่ ณ สำนักงานใหญ่ของบริษัทฯ รวมถึงการดำเนินงานที่ต้องครอบคลุมการให้บริการในหลาย ๆ ด้าน และการเติบโตของธุรกิจศูนย์กระจายสินค้า และ Fulfilment Center ในอนาคต ประกอบกับผู้ขายได้มีการเสนอขายที่ดิน ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่เขตอุตสาหกรรม และก่อนที่จะเข้าทำบันทึกความเข้าใจฉบับลงวันที่ 10 กรกฎาคม 2567 ("MOU") กับผู้ขายเพื่อเข้าศึกษาความเป็นไปได้ของการลงทุนในที่ดิน บริษัทฯ ได้ตรวจสอบและพบว่าผู้ขายเป็นนักธุรกิจและเป็นกรรมการและผู้บริหารของบริษัทจดทะเบียนหลายแห่ง รวมทั้งเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินที่นำมาเสนอขายให้แก่บริษัทฯ จริง โดยที่ดินดังกล่าวไม่มีภาระผูกพันใด ๆ และผู้ขายยังเป็นผู้ถือหุ้นรายหนึ่งของบริษัทฯ โดยถือหุ้นในบริษัทฯ ประมาณร้อยละ 2 ณ วันที่ บริษัทฯ เข้าทำ MOU และผู้ขายได้แจ้งว่ามีผู้สนใจเข้าลงทุนในที่ดินดังกล่าวหลายรายและได้กำหนดให้บริษัทฯ วางเงินมัดจำภายในเดือนกรกฎาคม 2567 มิฉะนั้นผู้ขายจะเข้าเจรจากับบุคคลอื่นต่อไป รวมทั้งคณะกรรมการตรวจสอบและคณะกรรมการบริษัทได้พิจารณาความเหมาะสมของการเข้าทำ MOU ตามหลักเกณฑ์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องแล้ว คณะกรรมการบริษัทเห็นว่าที่ดินแปลงดังกล่าวมีศักยภาพต่อการดำเนินธุรกิจ และเป็นโอกาสที่ดีของบริษัทฯ ในการลงทุนหรือขยายธุรกิจศูนย์กระจายสินค้าในที่ดินดังกล่าว จึงเห็นสมควรให้บริษัทฯ เข้าทำ MOU เพื่อโอกาสทางธุรกิจ โดยบริษัทฯ มีสิทธิเข้าศึกษาความเป็นไปได้ของการลงทุนและพัฒนาศูนย์กระจายสินค้า และ Fulfilment Center ในที่ดินดังกล่าว และ MOU ได้กำหนดเงื่อนไขอย่างชัดเจนให้บริษัทฯ สามารถพิจารณาได้แต่เพียงฝ่ายเดียวว่าจะซื้อหรือไม่ซื้อที่ดินก็ได้ ขึ้นอยู่กับความพึงพอใจของบริษัทฯ ในผลการศึกษาความเป็นไปได้และ ผลการตรวจสอบสถานะทางกฎหมายของที่ดินดังกล่าว นอกจากนี้ คณะกรรมการบริษัทยังเห็นว่าการวางเงินมัดจําค่าที่ดินจำนวน 80 ล้านบาท (หรือคิดเป็นประมาณร้อยละ 30 ของราคาซื้อที่ดิน) นั้น มีความเหมาะสมแล้ว เนื่องจากคณะกรรมการบริษัทได้พิจารณามูลค่าของที่ดินตามรายงานการประเมินมูลค่าทรัพย์สินฉบับลงวันที่ 16 พฤษภาคม 2567 ซึ่งผู้ขายได้มอบหมายให้บริษัท ศศิภักดิ์ จำกัด ("SASI") ซึ่งเป็นผู้ประเมินทรัพย์สินที่ได้รับความเห็นชอบจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ โดย SASI ได้ประเมินมูลค่าของที่ดินดังกล่าวเป็นจำนวน 270,954,000 บาท ประกอบกับคณะกรรมการบริษัทได้พิจารณาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับตัวผู้ขายว่า ผู้ขายเป็นนักธุรกิจและเป็นกรรมการและผู้บริหารของบริษัทจดทะเบียนหลายแห่ง รวมทั้งเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินที่นำมาเสนอขายให้แก่บริษัทฯ จริง โดยที่ดินดังกล่าวไม่มีภาระผูกพันใด ๆ อีกทั้งผู้ขายยังมีทรัพย์สินอื่น ๆ อีกหลายรายการ เช่น หุ้นในบริษัทฯ ประกอบกับไม่มีเหตุหรือพฤติการณ์ใด ๆ ในขณะนั้นที่จะบ่งชี้ว่าผู้ขายจะไม่สามารถคืนเงินมัดจำให้แก่บริษัทฯ ได้ โดยคณะกรรมการบริษัทได้มอบหมายให้ฝ่ายจัดการเจรจาต่อรองกับผู้ขายเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ขายปฏิบัติผิดเงื่ อนไขภายใต้ MOU โดยกำหนดให้ (ก) ผู้ขายส่งมอบโฉนดที่ดินฉบับจริงไว้ต่อบริษัทฯ เพื่อเป็นการแสดงเจตนาว่าผู้ขายจะไม่นำที่ดินดังกล่าวไปก่อ นิติสัมพันธ์ หรือภาระผูกพันใด ๆ ในระหว่างที่บริษัทฯ ศึกษาความเป็นไปได้ของการลงทุนในที่ดินตาม MOU (ข) ผู้ขายส่งมอบเช็คมูลค่า 80 ล้านบาท เพื่อชำระคืนเงินมัดจำในกรณีที่การศึกษาความเป็นไปได้ไม่เป็นไปตามเป้าประสงค์ของบริษัทฯ และ (ค) ผู้ขายชำระดอกเบี้ยผิดนัดในกรณีที่ผู้ขายไม่สามารถชำระเงินมัดจำคืนให้แก่บริษัทฯ ตามเงื่อนไขของ MOU ได้ ดังนั้น การเข้าทำ MOUเพื่อศึกษาความเป็นไปได้ของการลงทุนในที่ดินตามเงื่อนไขและข้อตกลงเช่นนี้ จึงมีความสมเหตุสมผลแล้ว นอกจากนี้ โปรดพิจารณาเหตุผลในการยกเลิกการซื้อที่ดิน ความคืบหน้าในการติดตามเงินมัดจำและการดำเนินการกับหลักประกัน และกรอบเวลาในการดำเนินการแล้วเสร็จในข้อ 1. ของหนังสือฉบับที่อ้างถึง (2) ผลกระทบต่อแผนการใช้เงิน IPO ในอนาคต การขยายธุรกิจ และความคืบหน้าการลงทุนธุรกิจใหม่เพิ่มเติม คณะกรรมการบริษัทเห็นว่าความล่าช้าในการได้รับเงินมัดจำคืนจากผู้ขายจะไม่ส่งผลกระทบในเชิงลบอย่างมีนัยสำ คัญต่อแผนการใช้เงิน IPO หรือการขยายธุรกิจของบริษัทฯ เนื่องจากบริษัทฯ ยังคงมีวงเงิน IPO คงเหลือสำหรับ (ก) การซื้อที่ดินและก่อสร้างศูนย์กระจายสินค้าและ/หรือจุดให้บริการ และ/หรือโรงงาน หรือสิ่งปลูกสร้างอื่นใดที่เกี่ยวข้องกับหรือเพื่อนำไปลงทุนในธุรกิจใหม่จำนวน 110 ล้านบาท และ (ข) การซื้อเงินลงทุนในธุรกิจใหม่จำนวน 60 ล้านบาท สำหรับความคืบหน้าการลงทุนในธุรกิจใหม่ โปรดพิจารณาคำชี้แจงในข้อ 2. ของหนังสือฉบับที่อ้างถึง (3) มาตรการดูแลการใช้เงิน IPO เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหาย คณะกรรมการบริษัทขอเรียนว่า ภายหลังจากที่บริษัทฯ ได้มีการเปลี่ยนแปลงวัตถุประสงค์ในการใช้เงิน ตามมติที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 1/2567 บริษัทฯ ได้รายงานการใช้เงินเพิ่มทุนล่าสุด ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2567 เป็นดังนี้ สำหรับการใช้เงิน IPO ในส่วนที่เหลือ คณะกรรมการบริษัทมีมติให้กำหนดมาตรการดูแลการใช้เงิน IPO ดังนี้ 1. ให้คณะกรรมการบริหารเป็นผู้พิจารณากลั่นกรองการใช้เงิน IPO สำหรับ (ก) การซื้อที่ดินและก่อสร้างศูนย์กระจายสินค้าและ/หรือจุดให้บริการ และ/หรือโรงงาน หรือสิ่งปลูกสร้างอื่นใดที่เกี่ยวข้องกับหรือเพื่อนำไปลงทุนในธุรกิจใหม่ และ (ข) การซื้อเงินลงทุนในธุรกิจใหม่ โดยให้คณะกรรมการบริหารเสนอการใช้เงิน IPO ดังกล่าวให้ คณะกรรมการบริหารความเสี่ยงและคณะกรรมการตรวจสอบพิจารณาให้ความเห็นก่อนที่จะเสนอให้คณะกรรมการบริษัทพิจา รณาอนุมัติต่อไป โดยจะต้องคำนึงถึงปัจจัยต่าง ๆ เช่น อัตราผลตอบแทนภายใน (Internal Rate of Return) ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 7.00 ต่อปี หรือต้นทุนทางการเงินของบริษัทฯ รวมถึงความเสี่ยงในการลงทุน ตลอดจนความเป็นไปได้และความสำเร็จของโครงการ และจะต้องปฏิบัติตามกระบวนการพิจารณาอนุมัติการเข้าลงทุนภายใต้คู่มืออำนาจอนุมัติ รวมถึงหลักเกณฑ์ในการเข้าทำรายการได้มาซึ่งสินทรัพย์ หลักเกณฑ์ในการเข้าทำรายการที่เกี่ยวโยงกัน และหลักเกณฑ์ในการเปิดเผยข้อมูลของบริษัทจดทะเบียนตามที่สำนักงาน ก.ล.ต. และ/หรือตลาดหลักทรัพย์ฯ ประกาศกำหนดอย่างเคร่งครัด 2. ให้คณะกรรมการบริหารและ/หรือคณะกรรมการบริษัทเป็นผู้พิจารณากลั่นกรองการใช้เงิน IPO สำหรับกรณีอื่น ๆ นอกเหนือจากกรณีตามข้อ 1. (ได้แก่ การใช้เงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ) โดยจะต้องปฏิบัติตามกระบวนการพิจารณาอนุมัติภายใต้คู่มืออำนาจอนุมัติ รวมถึงหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง (หากมี) อย่างเคร่งครัด ลงลายมือชื่อ ___________________________ ( ชัยพิพัฒน์ แก้วไตรรัตน์ ) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ผู้มีอำนาจรายงานสารสนเทศ ______________________________________________________________________ สารสนเทศฉบับนี้จัดทำและเผยแพร่โดยบริษัทจดทะเบียนและบริษัทผู้ออกหลักทรัพย์ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อการเผยแพร่ข้อมูลหรือเอกสารใดๆของบริษัทจดทะเบียนและบริษัทผู้ออกหลักทรัพย์ ต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเท่านั้น ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยไม่มีความรับผิดชอบใดๆ ในความถูกต้องและครบถ้วนของเนื้อหา ตัวเลข รายงานหรือข้อคิดเห็นใดๆ ที่ปรากฎในสารสนเทศฉบับนี้ และไม่มีความรับผิดในความสูญเสียหรือเสียหายใดๆ ที่อาจเกิดขึ้นไม่ว่าในกรณีใด ในกรณีที่ท่านมีข้อสงสัย หรือต้องการรายละเอียดเพิ่มเติม โปรดติดต่อบริษัทจดทะเบียนและบริษัทผู้ออกหลักทรัพย์ซึ่งได้จัดทำ และเผยแพร่สารสนเทศฉบับนี้ หากท่านต้องการดูรายละเอียดสารสนเทศฉบับนี้แบบเต็ม โปรดคลิก "รายละเอียดแบบเต็ม"